|| เดือนสิงหาคม || เดือนกันยายน || เดือนพฤศจิกายน || แบบฟอร์มส่งบทความ ||เดือนกุมภาพันธ์44

สนทนาภาษาคนรักปลา
เดือนพฤศจิกายน 2543


ชื่อ
เอกพล   นามสกุล ตั้งยืนยง
ที่อยู่: 25/7 ม.2 ถ.เทศบาล7 ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง 14000
Tel : 035-626362         
E-mail : ekapol_fish@thaimail.com
ปลาที่เลี้ยง: ปลาหางนกยูง

          ปลาหางนกยูงนั้นเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายที่สุด เมื่อสมัยตอนผมเด็กๆพอผมจำความได้ก็เริ่มรู้จักปลาหางนกยูงพร้อมๆกับปลากัด แต่สมัยนั้นคนนิยมกัดปลากัน ผมรู้สึกว่ามันโหดร้ายมากๆที่นำปลามากัดกัน ผมจึงเลือกที่จะเลี้ยงปลาหางนกยูง ผมก็ไม่ได้ไปซื้อหาที่ไหนหรอกครับ ก็อาศัยช้อนตามคลองส่งน้ำต่างๆ ตอนนั้นไม่รู้ว่ามีพันธุ์อะไรบ้าง แล้วก็นำมาใส่ตู้ปลาไว้ ให้อาหารบ้างไม่ให้บ้าง เปลี่ยนน้ำบ้างถ้าว่าง พูดง่ายๆก็คือตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่สนใจอะไรได้ไม่นานซักพักก็เบื่อ ต่อมาก็เลิกเลี้ยงแล้วก็มาเลี้ยงปลาทอง ปลาคาร์ฟ ปลาสอดแดง สอดดำ ซัลฟินตามลำดับ         
          หลังจากผ่านชีวิตมาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ผมก็อยากจะเลี้ยงปลาอีกก็เลยไปที่สวนจตุจักร ซื้อปลาหางนกยูง แต่แล้วก็ต้องตกใจที่เดี๋ยวนี้ราคาปลาแพงมาก อีกทั้งก็มีหลายสายพันธุ์ และยังเลี้ยงลำบาก ต้องเอาใจใส่มากเพราะว่าเกิดจากการที่คนบรีดปลานำปลาที่มียีนส์ ด้อยมาทำการบรีด จึงทำให้ปลาสมบูรณ์ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ทำให้ผมสูญเสียปลาไปหลายสิบตัว เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงเลี้ยงปลาหางนกยูงแบบเดิมๆ เหมือนกับที่เราเลี้ยงเมื่อตอนเด็กๆไม่ได้ ส่วนราคาเราคงไม่ต้องพูดถึง แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของจิตใจ 

           จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมได้พยายามที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาหางนกยูงจากแหล่งค้นคว้าที่ต่างๆ ทั้งหนังสือ, อินเทอร์เน็ต, ถามคนขายปลา, และกรมประมง แต่ก็ไม่สามารถทำให้ปลาของผมดำรงชีวิตอยู่ได้  ผลสุดท้ายผมได้นำข้อมูลจากที่ต่างๆมารวบรวม ก็คงเหมือนกับการทดลอง ก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า 
           1. อุณหภูมิจากภายนอกและภายในภาชนะต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปลาตาย ซึ่งเกิดจากการที่เราเปลี่ยนถ่ายน้ำ,  ย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง และขนาดของภาชนะที่ใส่ปลาด้วย วิธีแก้ไขทำได้โดยการที่ผมจะเลือกภาชนะอย่างที่ผมใช้อยู่ก็คือตู้ปลาขนาด 24 นิ้วเป็นอย่างน้อยในการเลี้ยงปลา เหตุที่ผมเลือกใช้ก็เพราะว่าตู้ขนาดใหญ่อุณหภูมิ ในตู้จะเปลี่ยนแปลงได้ช้าทำให้ปลาได้สามารถปรับอุณหภูมิของร่างกายได้ทัน ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำผมจะเลือกเปลี่ยนถ่ายน้ำในช่วงตอนบ่ายๆ สักบ่ายหนึ่ง บ่ายสอง เพราะว่าอุณหภูมิน้ำในช่วงนี้จะไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป เหมาะสำหรับปลา อีกทั้งอ๊อกซิเจนในน้ำก็เหมาะสมกับปลาด้วย แต่ถ้าจะย้ายปลาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเป็นสิ่งที่ต้องควรระวังมากเพราะว่า อุณหภูมิน้ำจากสองแหล่งควรที่จะอุณหภูมิใกล้เคียงกัน ไม่ควรต่างกัน บวกลบ 2 องศา  โดยการใช้เทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้วัดอุณหภูมิน้ำวัดน้ำจากสองแหล่ง หรือวิธีง่ายๆ ก็คือใช้นิ้วของเราจุ่มลงไปในน้ำจากสองแหล่งที่จะทำการย้ายปลา ว่าแหล่งไหนอุณหภูมิต่ำ และแหล่งไหนอุณหภูมิสูง เพราะว่านิ้วของเราจะสามารถรู้สึกได้ 
            2. ความหนาแน่นของประชากรปลากับพื้นที่ภาชนะ หลักการคำนวณง่ายๆของผมก็คือ คิดจากขนาดของปลาแล้วมาหักลบกับพื้นที่ทั้งหมด ควรที่จะเหลือพื้นที่ให้ปลาได้ว่ายน้ำบ้าง
            3. สิ่งแวดล้อมต่างๆ  เช่นสว่างเกินไปไหม, อึกทึกครึกโครม ฯลฯ  วิธีแก้ไขโดยการจัดหาที่วางภาชนะในที่ๆ เงียบบ้างเป็นบางเวลา โดยเฉพาะกลางคืนซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนของปลา และอีกวิธึหนึ่งก็คือโดยการเติมเกลือเม็ด แต่ถ้าไม่มี ใช้เกลือป่นก็พอได้ลงไปในภาชนะ อย่างผมตู้ขนาด 24 นิ้วก็ใช้สัก 1 กำมือ ก็จะสามารถช่วยลดความเครียดของปลา อีกทั้งเกลือยังสามารถฆ่าเชื้อปรสิตภายนอกที่เป็นตัวทำให้เกิดโรคของปลาได้อีกด้วย ข้อควรระวังก็คือ ในการเติมเกลือควรเติมทีละน้อยเพื่อดูว่าปลาสามารถทนอยู่ใต้สภาวะความเค็มได้แค่ไหน มิฉะนั้นปลาของท่านอาจจะตายได้ 
            4. ปลาป่วยกับการรักษา  ถ้าเราทำได้ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา โอกาสที่ปลาจะป่วยมีน้อยมาก นอกจากจะเกิดจากปัจจัยเสริมเช่นความเป็นกรดด่างของน้ำ ในน้ำมีแบคทีเรียที่ให้โทษมากกว่าที่ให้คุณ และอื่นๆ ปลาป่วยเกิดจากที่ปลาเครียดและอ่อนแอ ทำให้แบคทีเรียภายนอกเข้าสู่ตัวปลา ถ้าปลาไม่เครียดปลาก็จะไม่ป่วย ควรหมั่นดูแลพฤติกรรมของปลาว่าปลาตัวไหนแยกออกมาจากกลุ่ม เพราะปลาหางนกยูงส่วนใหญ่จะอยู่เป็นกลุ่ม, ว่ายน้ำเชื่องช้า(ไม่ใช่ปลาที่ท้อง) แต่ถ้าปลาป่วยควรจะทำอย่างไร ก่อนอื่นก็ควรแยกปลาที่ป่วยออกจากภาชนะที่เลี้ยงมายังภาชนะอื่น แล้วนำปลามาแช่ด่างทับทิม หรือฟอร์มาลีนเพื่อฆ่าเชื่อโรค หรือใส่ยาสำเร็จรูปตามท้องตลาด ส่วนวิธีที่ผมใช้อยู่ก็คือ ถ้าปลามีจุดสีแดงที่ท้อง ที่ครีบหาง ครีบอก ครีบทวาร ให้สัณนิฐานว่าปลาเป็นโรคตกเลือด ใส่ยาเตตร้า(ยาแก้อักเสบแค็ปซูลสีดำแดง ) ที่เรากินเวลาเจ็บป่วยละลายกับน้ำสักครึ่งแค็ปซูลกับเกลือทะเลสัก 1 กำมือต่อตู้ปลา 24 นิ้ว ปล่อยไว้สัก 3 - 4 วัน ควรตั้งไว้ในที่เงียบสงบ อุณหภูมิคงที่ งดอาหารมีชีวิต แต่ถ้าสงสารปลาให้อาหารสำเร็จรูปก็คงไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่ควรให้พอดี แต่ผมเคยใช้ใบหูกวางแช่น้ำหมักตัวปลาก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าปลาอาการหนักมากซึ่งเกิดโรคตกเลือด และจะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกหลายโรค (ส่วนที่เป็นโรคตกเลือดจะมีปุยยุ่ยๆขาวๆเกาะที่ตัวปลาและเชื้อโรคจะกินเป็นแผลลึกเข้าไปเรื่อยๆจนปลาทนไม่ไหว และตายไปในที่สุด) เท่าที่ผมลองใช้ยาต่างๆกับปลาที่อาการหนักไม่สามารถช่วยชีวิตปลาไว้ได้ ทางที่ดีที่สุดควรหมั่นดูแลปลาของท่านจะทำให้ท่านสามารถพบอาการป่วยของปลาได้แต่ เนิ่นๆ  ก็จะทำให้ปลาอยู่กับท่านไปได้นานแสนนาน 
             สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากอะไรเล็กๆน้อยๆไว้ให้กับทุกๆคน มีคนเคยบอกกับผมว่าการให้มีความสุขมากกว่าการรับ และการเลี้ยงปลาก็คือการที่เราเข้าใจในวิถึชีวิตของเขารวมกับความเข้าใจของเราก็ จะทำให้การเลี้ยงปลาเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครๆ  ก็เลี้ยงได้ ความรู้สึกที่ผมได้จากการเลี้ยงปลาก็คือความเมตตาต่อสัตว์และการให้ต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน และปลายังทำให้ผมได้ผ่อนคลายจากการเรียน และการทำงานต่างๆ ถ้าท่านอยากรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร ท่านก็คงต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น อาจจะหาปลาที่เลี้ยงง่าย ดูแลง่ายมาเลี้ยงสักตัว สองตัวแล้วคุณจะเริ่มรู้สึกรักมันและเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของมัน แล้วความเครียดทั้งหลายของท่านจะค่อยๆมลายหายไปอย่างช้าๆพร้อมกับความสุขที่ท่าน จะได้รับจากการให้ต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน.........................
 


  | หน้าแรก| | ประวัติราชาปลาทอง| |อโรวาน่าและศัลยกรรม| | ปลาสวยงามทั่วไป | | ปลาแม่น้ำไทย |
 | สนทนาภาษาคนรักปลา | | สินค้าและบริการ | |เปิดโลกซื้อขายสัตว์เลี้ยง| | ข่าวเด่นเดือนนี้| | ติดต่อสอบถาม |   

จัดทำโดย THAIBUSINET DOT COM CO., LTD. ( Tel 945-5466) All rights reserved.
Revised: 28 ก.พ. 2544 00:47:05 +0700 .